Loading Events

« All Events

  • This event has passed.

กระทรวงศึกษาธิการ

3 พฤศจิกายน 2016 - 23 พฤศจิกายน 2016

“กระทรวงศึกษาธิการ – |ครูไทย 4.0





กระทรวงศึกษาธิการ เปิดรับสมัครสอบ

เมื่อครั้งที่ผู้เขียนเข้าเรียนชั้นประถมปีที่ 1 พอไปถึงโรงเรียน ครูแจกกระดานชนวนและดินสอหินให้ผู้เขียนและเพื่อนๆ ในชั้นเรียนคนละ 1 ชุด ส่วนไม้บรรทัด ผู้ปกครองของนักเรียนต้องจัดหาเอง ครูแก้ว เหล่าสะพาน ซึ่งเป็นครูประจำชั้น ป.1 ของโรงเรียน สอนให้พวกเราคัดและอ่านพยัญชนะไทย ฝึกคัดและอ่านเลขไทยในช่วงเช้า

ส่วนช่วงบ่ายพวกเราก็จะลงวิ่งเล่นในบริเวณโรงเรียน ถ้าฝนไม่ตกและแดดไม่ร้อนมาก พวกเราก็จะออกวิ่งเล่นกันกลางสนาม มีความสุข สนุกสนาน ร่าเริง ตามวัยของเด็ก หลังจากฝึกคัดและอ่านพยัญชนะไทย และเลขไทยไประยะหนึ่ง จนพวกเราคัดและอ่านได้ชำนาญ ครูแก้วก็จะให้พวกเราคัดและอ่านสระ คัดวรรณยุกต์ ส่วนวิชาเลขเมื่อนักเรียนคัดและอ่านเลขไทยได้คล่องแล้ว คุณครูก็จะให้พวกเราคัดและอ่านเลขอารบิคจนชำนาญ

เมื่อนักเรียนคัดและอ่านพยัญชนะไทย สระ วรรณยุกต์ และเลขไทย เลขอารบิคชำนาญแล้ว ครูแก้วก็จะสอนให้พวกเราเอาพยัญชนะและสระมาผสมกัน อ่านให้พวกเราฟัง ให้พวกเราอ่านตาม ฝึกให้นำพยัญชนะตัวใหม่ สระตัวใหม่มาผสมและอ่าน นำวรรณยุกต์มาเติม อ่านให้เราฟัง ให้พวกเราฝึกอ่าน ฝึกผสมคำ เริ่มต้นจากคำง่ายๆ และเพิ่มคำยากขึ้นตามลำดับ ผู้เขียนและเพื่อนๆ ในชั้นเรียนก็อ่านและเขียนกันได้ทุกคน

ส่วนวิชาเลข ในชั้น ป.1 เราเรียนเรื่องการบวกและการลบ พวกเราบวกลบเลขได้ดีกันทุกคน ส่วนเรื่องระเบียบวินัย ความสะอาด การแต่งกาย คุณธรรม จริยธรรม สุขภาพอนามัย เป็นเรื่องที่ครูทุกคนต้องช่วยกันดูแลเอาใจใส่ให้นักเรียนทุกคนปฏิบัติตามระเบียบวินัย รักษาความสะอาดตัวเอง ห้องเรียน โรงเรียนและบริเวณโรงเรียน ยึดมั่นในค่านิยม จริยธรรมและคุณธรรมที่พึงประสงค์ และแต่งกายให้สะอาด เรียบร้อย แม้ว่าท่านเหล่านั้นไม่ได้เป็นครูประจำชั้นของพวกเราก็ตาม

การที่พวกเราไม่มีสมุดสำหรับจดบันทึก ใช้เพียงกระดานชนวนคนละแผ่นและดินสอหินคนละแท่งเขียนแล้วต้องลบ จึงจะเขียนสิ่งใหม่ลงไปแทนได้ พวกเราจึงต้องจำทุกอย่างที่ครูสอนให้ได้ เมื่อขึ้นชั้น ป.2 พวกเราจึงมีสมุดใช้ แต่ความรู้ทุกอย่างมาจากครู เรียนจาก ป.1-ป.4 ผู้เขียนระลึกเสมอว่าผู้เขียนได้ความรู้ทุกอย่างมาจากครู ไม่เคยรู้จักห้องสมุด แหล่งเรียนรู้ หรือแหล่งค้นคว้าอื่น

ครั้นเรียนจบชั้น ป.4 จบการศึกษาภาคบังคับ นักเรียนที่เรียน (วิชาภาษาไทยและเลข) ไม่ค่อยเก่งก็จะเลือกออกไปช่วยงานพ่อแม่ ซึ่งส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม ส่วนผู้เขียนโชคดีได้เรียนต่อชั้น ม.1 (เทียบเท่าชั้น ป.5 ในปัจจุบัน) การเรียนการสอนก็ไม่แตกต่างไปจากเดิม จากชั้น ม.1-ม.6 พวกเราเรียนวิชาต่างๆ จากคุณครู และคุณครูก็ใช้หนังสือหรือตำราเรียนเพียงไม่กี่เล่ม ส่วนใหญ่ก็จะเป็นวิชาละเล่ม ตั้งใจฟังคุณครูอธิบาย ทำแบบฝึกหัดให้ครบทุกข้อ เวลาสอบก็มักจะได้คะแนนเต็มเสมอ ส่วนคนที่ไม่ตั้งใจฟังครู ไม่ทำการบ้าน ไม่ทำแบบฝึกหัดก็จะสอบตก การเรียนในช่วงปี พ.ศ.2495-2504 จึงเป็นการเรียนที่ค่อนข้างง่ายๆ เรียนสบายๆ ตั้งใจรับความรู้จากครูให้ได้ครบถ้วน เราก็จะได้ชื่อว่าเป็นนักเรียนเก่ง

การเรียนการสอนในประเทศไทยตั้งแต่เริ่มแรกมาจนถึงยุค พ.ศ.2500 ต้นๆ จึงเป็นการเรียนการสอนที่พึ่งครูเป็นสำคัญ มาถึงสมัยปัจจุบันเรานิยมเรียกการเรียนการสอนแบบนี้ว่าเป็นการเรียนการสอนแบบ “Teacher-Centered” เป็นการเรียนการสอนที่ครูรู้เนื้อหาวิชาดีที่สุด ครูทุ่มเทเสียสละ ตั้งใจ เตรียมการสอน ตรวจการบ้าน เอาใจใส่ศิษย์ทุกคน ทำตนให้เป็นแบบอย่างในทุกโอกาส ประสานงานกับผู้ปกครอง ห่วงใย แนะนำ อบรม สั่งสอนศิษย์ในทุกๆ เรื่องโดยไม่เห็นแก่ความเหน็ดเหนื่อย นักเรียนที่เรียนช้าก็ได้รับคำแนะนำ ช่วยเหลือ

ผู้เขียนเรียนในโรงเรียนในต่างจังหวัดจึงไม่มีความรู้เรื่องการกวดวิชาเพราะครูในโรงเรียนก็ไม่มีใครไปสอนกวดวิชา

หลังจากเรียนจบชั้น ม.6 (ในขณะนั้น) ผู้เขียนมีโอกาสได้เรียนต่อในวิทยาลัยครู ในหลักสูตร ป.กศ. (ประกาศนียบัตรวิชาชีพทางการศึกษา) ซึ่งเป็นหลักสูตร 2 ปีที่วิทยาลัยครู การเรียนการสอในวิทยาลัยครูตั้งแต่ชั้น ป.กศ.ต้น จนถึงชั้น ป.กศ.สูง ยังคงเป็นการเรียนการสอนแบบ “Teacher Centered” ไม่เปลี่ยนแปลง แม้ว่าอาจารย์ที่สอนวิชาจิตวิทยาทางการศึกษาในสมัยโน้นจะพูดถึงเรื่องความแตกต่างระหว่างบุคคล (Individual Difference) ให้พวกเราท่อง ให้ค้นคว้า ให้รายงาน แต่เมื่อถึงเวลาสอบก็ยังออกข้อสอบเฉพาะเรื่องที่อาจารย์บรรยายเป็นหลัก ถ้าใครตั้งใจฟังคำบรรยาย อ่านทบทวนคำบรรยาย ก็จะตอบได้และได้เกรด A ง่ายๆ

คำว่า “Individual Differences,” “Multiple Intelligences,” หรือ “Learning Styles” จึงเป็นเพียงคำศัพท์ทางจิตวิทยาการศึกษาให้พวกเราอ่านและท่องให้เข้าใจ แต่การปฏิบัติต่อพวกเราโดยคำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคลจริงๆ ไม่เกิดในชั้นเรียน สาเหตุอาจเป็นเพราะครูยังเป็นใหญ่ในชั้นเรียน นักเรียนต้องเรียนตามสไตล์การสอนของครู ใครเรียนตามสไตล์การสอนของครูไม่ได้ก็จะกลายเป็นคนไม่เก่ง สอบตก ทำเกรดเฉลี่ยได้ต่ำกว่าเกณฑ์ และถูกให้ออกจากวิทยาลัยครูไป

การเรียนการสอนที่เน้นครูเป็นสำคัญ หรือ Teacher-Centered ปัจจุบันนี้หลายคนก็จะเรียกว่าเป็นการเรียนการสอนแบบ 1.0 ที่สอนโดยครู 1.0 และนักเรียนที่สำเร็จการศึกษาออกมาก็จะกลายเป็นนักเรียน 1.0 คือรู้ เข้าใจเนื้อหา ทฤษฎี หลักการและแนวปฏิบัติ และอธิบาย ปฏิบัติตามและใช้เครื่องมือที่ครูสอนได้เป็นอย่างดี

ส่วนผู้บริหารโรงเรียนที่ทำหน้าที่กำกับดูแลให้ครูสอนจนนักเรียนรู้ เข้าใจ ปฏิบัติตามครูได้ก็จะได้ชื่อว่าเป็นผู้บริหารโรงเรียน 1.0 ส่วนโรงเรียนก็กลายเป็นโรงเรียน 1.0

ครู 1.0 และผู้บริหารโรงเรียน 1.0 ทำงานประสบความสำเร็จและทำให้ประเทศเจริญก้าวหน้า และเติบโตมาอย่างต่อเนื่อง ส่วนหนึ่งเกิดจากจำนวนนักเรียนทั่วทั้งประเทศมีจำกัด สัดส่วนของนักเรียนที่เรียนจบชั้น ป.4 และได้เรียนต่อ ม.1 ก็มีไม่ถึง 50% ของผู้สำเร็จการศึกษา นอกจากนั้น ความรู้ หรือทฤษฎี หลักการ งานวิจัย กฎ ระเบียบ และแนวปฏิบัติเกี่ยวกับวิชาต่างๆ เป็นต้นว่าทฤษฎี หลักการ งานวิจัย กฎ ระเบียบ และแนวปฏิบัติในวิชาภาษาไทย ภาษาอังกฤษ เลข ฟิสิกส์ เคมี ชีวะ ฯลฯ ก็มีจำกัด หนังสือเรียนเกี่ยวกับวิชาต่างๆ เหล่านี้ก็มีเพียงไม่กี่เล่ม การเรียนการสอนก็เน้นที่การทำความเข้าใจในทฤษฎี หลักการ งานวิจัย กฎ ระเบียบ แนวปฏิบัติเกี่ยวกับวิชาต่างๆ ก็ถือว่าเพียงพอ แค่เข้าใจ ทำโจทย์ได้ ก็สอบได้คะแนนเต็มแล้ว ครูผู้สอนหลายท่านจึงเข้าสอนได้โดยไม่ต้องพึ่งตำรา เพราะคุณครูท่านจำทฤษฎี จำโจทย์ตัวอย่าง และจำโจทย์แบบฝึกหัดได้หมด อาชีพที่ผู้จบชั้น ม.6 หรือสูงกว่า จะออกไปประกอบก็เน้นที่การนำความรู้ที่เรียนมาไปใช้โดยตรง

ครู 1.0 และผู้บริหารโรงเรียน 1.0 จึงทำงานอย่างมีความสุข

เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม พ.ศ.2503 รัฐบาลไทยในสมัยนั้นได้ประกาศใช้แผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2503 บังคับให้เยาวชนไทยต้องเข้ารับการศึกษาภาคบังคับ 7 ปี เยาวชนที่เข้าอยู่ในระบบโรงเรียนจึงเพิ่มมากขึ้น ประกอบกับผู้ปกครองก็เห็นความสำคัญของการศึกษามากขึ้น ผู้สำเร็จการศึกษาสูงๆ มักจะได้เป็นเจ้าคนนายคน ทำงานก็มีรายได้สูงๆ จากการที่ต้องเข้าเรียนในระบบการศึกษาภาคบังคับ 7 ปี ผู้ปกครองหลายคนจะชักนำ บังคับ หรือขืนใจให้บุตรหลานของตนเรียนต่อในระดับมัธยมศึกษาเพิ่มขึ้น จากการที่จำนวนนักเรียนเพิ่มมากขึ้น ประเทศจำเป็นต้องจัดหาครูเพิ่มมากขึ้น

การที่ประชากรวัยเรียนเข้าเรียนต่อในสัดส่วนที่สูงขึ้น นักเรียนที่ไม่ถนัดทางภาษาและคณิตศาสตร์ก็เรียนต่อมากขึ้น ประกอบกับความจริงที่ว่ามนุษย์มีความสนใจ ความถนัด สติปัญญา (Intelligences) และวิถีการเรียนรู้ (Learning Styles) ที่แตกต่างกัน นักการศึกษาโดยเฉพาะนักการฝึกหัดครู จึงคิดรูปแบบการเรียนรู้ที่หลากหลายให้เหมาะสมกับสติปัญญา ความสนใจและความถนัด และสไตล์การเรียนรู้ของผู้เรียนแต่ละคน มีเครื่องมือวัดสติปัญญาและความถนัด และสไตล์การเรียนรู้ของผู้เรียน และครูก็จัดให้ผู้เรียนได้เรียนเพื่อพัฒนาสติปัญญาและความถนัดของตน โดยใช้สไตล์การสอนที่เหมาะสมกับสไตล์การเรียนรู้ของผู้เรียน เช่น นักเรียนที่มีสติปัญญาและความถนัดทางคณิตศาสตร์ก็ให้ได้เรียนกับครูที่มีความสามารถในการจัดรูปแบบการรู้เรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์ โดยใช้สไตล์การเรียนรู้คณิตศาสตร์ที่หลากหลาย

นักเรียนที่มีสติปัญญาและความถนัดทางดนตรีก็ให้ได้เรียนดนตรีตามสไตล์การเรียนรู้ของเขา ผู้ประกอบวิชาชีพครูจึงมีหน้าที่หลักคือการทำให้นักเรียนที่มี Intelligences ที่หลากหลาย (เพราะสัดส่วนผู้เรียนเรียนต่อสูงขึ้น) ได้เรียนรู้ตามความถนัดและความสนใจของผู้เรียนแต่ละคน การเรียนการสอนจึงต้องเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม จะยึดครูเป็นสำคัญเหมือนอย่างที่เคยปฏิบัติมาไม่ได้ แต่ครูจะต้องจัดการสอนโดยเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ

หรือที่เรียกว่าการจัดการเรียนการสอนแบบ “Child-Centered” ซึ่งครูที่สามารถจัดการเรียนการสอนแบบเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญจนประสบความสำเร็จ

ปัจจุบันเราก็มักจะเรียกว่าเป็น “ครู 2.0” และเรียกนักเรียนที่ได้เรียนตามความถนัดและความสนใจจนสติปัญญาได้รับการพัฒนาเต็มที่ตามศักยภาพว่าเป็น “นักเรียน 2.0” ส่วนผู้บริหารโรงเรียนที่สามารถบริหารให้เกิดการเรียนการสอนแบบเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญได้อย่างมีประสิทธิผลก็จะได้รับเรียกว่าเป็น “ผู้บริหารโรงเรียน 2.0” และเรียกโรงเรียนที่มี ครู 2.0 และผู้บริหาร 2.0 ปฏิบัติงานอยู่ว่าเป็น “โรงเรียน 2.0”

โรงเรียน 2.0 ต้องจัดสภาพแวดล้อมทางกายภาพให้ตอบสนองความสนใจ ความถนัด สติปัญญา และสไตล์การเรียนรู้ที่หลากหลายของผู้เรียน โต๊ะ เก้าอี้ ห้องเรียน ห้องปฏิบัติการ แหล่งเรียนรู้ต้องพร้อม ขนาดของห้องเรียนต้องเล็ก จำนวนนักเรียนต่อห้องต้องน้อย ส่วนใหญ่จะไม่เกิน 15 คนต่อห้อง การจัดโต๊ะและเก้าอี้นักเรียนก็จะจัดให้นักเรียนนั่งเรียนเป็นวงกลม มีครูที่ผ่านการฝึกมาเป็นอย่างดีในหลากหลายวิชาเอกตามความสนใจ ความถนัด และสติปัญญาของผู้เรียน นักเรียนที่เรียนช้า หรือมีปัญหาในการเรียนวิชาใดวิชาหนึ่งจะได้รับการดูแลเอาใจใส่ปรับฐานสติปัญญาให้ทัดเทียมเพื่อนๆ เป็นระยะ (Remedial Learning) โดยใช้ครูผู้มีความเชี่ยวชาญเป็นพิเศษ (Expert Teacher) จนนักเรียนสามารถเรียนร่วมกับเพื่อนได้ นักเรียนจะได้เรียนในสิ่งที่ตนเองชอบและถนัด กับครูที่มีความสนใจ ความถนัด และสติปัญญาในวิชานั้นๆ อย่างแท้จริง

ครู 2.0 จึงต้องเก่งในวิชาที่ตนสอนเช่นเดียวกับ ครู 1.0 แต่ที่ต้องเก่งมากกว่า ครู 1.0 ก็คือ ครู 2.0 ต้องรู้ความถนัด ความสนใจ สติปัญญาและวิถีการเรียนรู้ของผู้เรียนแต่ละคน และต้องทำให้ผู้เรียนแต่ละคนประสบความสำเร็จตามศักยภาพของตน การผลิต ครู 2.0 จึงต้องฝึกแบบเข้ม คนที่จะมาเรียนเพื่อออกไปเป็น ครู 2.0 จึงต้องผ่านการคัดกรองมาเป็นอย่างดี และมีกระบวนการผลิตที่ดี คล้ายๆ กับระบบ และกระบวนการผลิตแพทย์

ครู 2.0 ที่จัดการเรียนการสอนแบบเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญยังเป็นที่ปรารถนาของผู้ปกครองและนักเรียนแทบทั่วทุกประเทศ อย่างไรก็ตาม ในช่วงปลายศตวรรษที่ 20 เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (Information and Communication Technology= ICT-ไอซีที) ได้รับการพัฒนาจนมีศักยภาพสูงมาก มนุษย์สามารถติดต่อสื่อสารถึงกันได้แบบไม่มีขอบเขตจำกัด สามารถสื่อสารถึงกันได้ในรูปแบบที่หลากหลาย ผ่านทางตัวหนังสือ ข้อความเสียง ภาพนิ่ง ภาพวิดีโอ แผนภูมิ และระบบอัตโนมัติต่างๆ ความรู้ในทุกศาสตร์ ทั้งที่เป็นทฤษฎี หลักการ งานวิจัย สมมุติฐาน แนวปฏิบัติเกี่ยวกับวิชาต่างๆ ถูกนำขึ้นเผยแพร่ในสื่อดิจิทัล Websites, YouTube, PowerPoint, LINE, สื่อวิทยุ โทรทัศน์ สิ่งพิมพ์ และอื่นๆ อีกมากมาย ความรู้ไม่มีขอบเขตจำกัด ความรู้ไม่คงที่ มีวิวัฒนาการอย่างต่อเนื่อง การเป็น ครู 1.0 หรือ ครู 2.0 ที่ดีเพียงอย่างเดียวจึงไม่เพียงพอ ครูในยุคปลาย ศตวรรษที่ 20 จึงต้องเป็นทั้ง ครู 1.0 และครู 2.0 ที่มีคุณภาพ และนอกจากนั้นก็จะต้องเป็นครูที่สามารถใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการสื่อสาร สื่อดิจิทัล และสื่อสารมวลชนให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อการจัดการเรียนการสอน และสามารถให้คำแนะนำแก่ผู้เรียนเกี่ยวกับแนวทางการตรวจสอบความถูกต้องและน่าเชื่อถือของความรู้ที่ปรากฏตามสื่ออิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ

ครูที่มีคุณลักษณะของ ครู 1.0 และครู 2.0 และสามารถใช้สื่อดิจิทัล สื่ออิเล็กทรอนิกส์ เช่น Websites, YouTube, PowerPoint, LINE, Digital Learning Sources, Radio, TV, Printed Materials, Museums, Displays, Presentations, Local Wisdoms, etc. ในการจัดการเรียนการสอนได้อย่างมีประสิทธิผล ก็จะได้รับการเรียกชื่อว่า ครู 3.0



ตำแหน่ง: ครูไทย 4.0
ระดับการศึกษา:
อัตราเงินเดือน:
อัตราว่าง:
ปฏิบัติงานที่: กรุงเทพมหานคร
การสอบภาคความรู้ความสามารถทั่วไป (ภาค ก.) ของ ก.พ.: **ไม่ต้องผ่านภาค ก. ก.พ.**ehenbook.com

วิธีการสมัครงาน  กระทรวงศึกษาธิการ :ตนเอง  
ประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิ์สอบ:
สอบวันที่:
ประกาศผลสอบ:
แหล่งที่มา: www.matichon.co.th/news/343147

Venue

กระทรวงศึกษาธิการ
กระทรวงศึกษาธิการ กรุงเทพ Thailand + Google Map

“กระทรวงศึกษาธิการ เปิดรับสมัครสอบข้าราชการ 5 ก.ย. -23 ก.ย. 2559 |นักวิชาการศึกษา,วิศวกร

กระทรวงศึกษาธิการ เปิดรับสมัครสอบ

ตำแหน่ง: นักวิชาการศึกษา,วิศวกร
ระดับการศึกษา: ปริญญาตรี
อัตราเงินเดือน: 15,000-16,500
อัตราว่าง: 4
ปฏิบัติงานที่: กรุงเทพมหานคร
การสอบภาคความรู้ความสามารถทั่วไป (ภาค ก.) ของ ก.พ.: **เฉพาะผู้สอบผ่านภาค ก. ก.พ.**ehenbook.com

วิธีการสมัครงานข้าราชการ กระทรวงศึกษาธิการ :ตนเอง
ประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิ์สอบ: 17 ต.ค. 2559
สอบวันที่:
ประกาศผลสอบ:

ดาวน์โหลดไฟล์ กระทรวงศึกษาธิการ คลิกที่ลิงค์ด้านล่าง
ไฟล์แนบ 1 |

Details

Start:
5 กันยายน 2016
End:
23 กันยายน 2016
Event Category:
Event Tags:
Website:
https://iqepi.com/36116/

Venue

กระทรวงศึกษาธิการ
กระทรวงศึกษาธิการ กรุงเทพ Thailand + Google Map

“กระทรวงศึกษาธิการ เปิดรับสมัครสอบข้าราชการ 8 ส.ค. -21 ส.ค. 2559 |ครูผู้ช่วย

กระทรวงศึกษาธิการ เปิดรับสมัครสอบ

ประกาศคณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เรื่อง รับสมัครสอบแข่งขันเพื่อบรรจุและแต่งตั้งบุคคลเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทงการศึกษา ตำแหน่งครูผู้ช่วย ครั้งที่ 1 ปี พ.ศ.2559 สังกัด กศจ.ประจวบคีรีขันธ์

ตำแหน่ง: ครูผู้ช่วย
ระดับการศึกษา: ปริญญาตรี  
อัตราเงินเดือน: 15,050-15,800
อัตราว่าง: 51
ปฏิบัติงานที่: ประจวบคีรีขันธ์
การสอบภาคความรู้ความสามารถทั่วไป (ภาค ก.) ของ ก.พ.: **ไม่ต้องผ่านภาค ก. ก.พ.**ehenbook.com

วิธีการสมัครงานข้าราชการ กระทรวงศึกษาธิการ :ตนเอง  
ประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิ์สอบ:
สอบวันที่:
ประกาศผลสอบ:

ดาวน์โหลดไฟล์ กระทรวงศึกษาธิการ คลิกที่ลิงค์ด้านล่าง
ไฟล์แนบ 1 |

Venue

กศจ.ประจวบคีรีขันธ์
กศจ.ประจวบคีรีขันธ์ ประจวบคีรีขันธ์ Thailand + Google Map

“กระทรวงศึกษาธิการ เปิดรับสมัครสอบพนักงาน 13 มิ.ย. -24 มิ.ย. 2559 |นักวิเคราะห์นโยบายและแผน

กระทรวงศึกษาธิการ เปิดรับสมัครสอบ

สำนักงานเลขานุการกองทุนพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ 319 ถ.ราชดำเนินนอก วังจันทรเกษม ดุสิต กทม. 10300

ประกาศรับสมัคร : พนักงานกองทุน
ชื่อตำแหน่ง : นักวิเคราะห์นโยบายและแผน
อัตราเงินเดือน : 21,000 บาท

จำนวนตำแหน่งว่าง : 1 ตำแหน่ง

ระดับการศึกษา : ปริญญาโท

เปิดรับสมัคร : วันจันทร์ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2559 ถึง วันศุกร์ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2559

สมัครด้วยตนเองได้ที่ สำนักงานเลขานุการกองทุนพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา อาคารกรมการฝึกหัดครูเดิม ชั้น 2 สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ 319 ถ.ราชดำเนินนอก วังจันทรเกษม ดุสิต กทม. 10300

ตั้งแต่วันจันทร์ที่ 13 มิถุนายน 2559 ถึง วันศุกร์ที่ 24 มิถุนายน 2559 เวลา 08.30น. – 16.30น.
โทร. 0-2281-8775, 0-2280-0344 กลุ่มบริหารงานทั่วไป ต่อ 24 กลุ่มนโยบายและแผน ต่อ 21, 23 กลุ่มจัดสรรเงินทุน ต่อ 19, 18 กลุ่มกำกับ ติดตาม ประเมินผล ต่อ 17 โทรสาร ต่อ 16

ตำแหน่ง: นักวิเคราะห์นโยบายและแผน
ระดับการศึกษา: ปริญญาโท  
อัตราเงินเดือน: 21,000-
อัตราว่าง: 1
ปฏิบัติงานที่: กรุงเทพมหานคร
การสอบภาคความรู้ความสามารถทั่วไป (ภาค ก.) ของ ก.พ.: **ไม่ต้องผ่านภาค ก. ก.พ.**ehenbook.com

วิธีการสมัครงานพนักงาน กระทรวงศึกษาธิการ :ตนเอง  
ประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิ์สอบ:
สอบวันที่:
ประกาศผลสอบ:

ดาวน์โหลด กระทรวงศึกษาธิการ คลิกที่ลิงค์ด้านล่าง
ประกาศ 1 | ใบสมัคร |

Details

Start:
13 มิถุนายน 2016
End:
24 มิถุนายน 2016
Event Category:
Event Tags:
Website:
https://iqepi.com/34927/

Venue

สำนักงานเลขานุการกองทุนพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา
สำนักงานเลขานุการกองทุนพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา กรุงเทพมหานคร Thailand + Google Map

“กระทรวงศึกษาธิการ เปิดรับสมัครสอบพนักงานราชการ 1 ก.พ. -5 ก.พ. 2559 |นักจัดการงานทั่วไป,เจ้าหน้าที่ตรวจสอบภายใน,นักประชาสัมพันธ์

กระทรวงศึกษาธิการ เปิดรับสมัครสอบ

ชื่อตำแหน่ง : นักจัดการงานทั่วไป
อัตราเงินเดือน : 18000 บาท
ประเภท : บริหารทั่วไป
จำนวนตำแหน่งว่าง : 1 ตำแหน่ง
ระดับการศึกษา : ปริญญาตรี
คุณสมบัติเฉพาะสำหรับตำแหน่ง : ได้รับวุฒิการศึกษาไม่ต่ำกว่าปริญญาตรีหรือคุณวุฒิอย่างอื่น
ที่เทียบได้ ในระดับเดียวกัน ในสาขาวิชาศิลปศาสตร์ หรือสาขาวิชาบริหารธุรกิจ
ลักษณะงานที่ปฏิบัติ : ๑. ปฏิบัติงานด้านการบริหารงานทั่วไปของสำนักงาน เช่น การกลั่นกรองเรื่อง การเดินทางไปราชการ เป็นต้น
๒. การจัดเตรียมเอกสารสำหรับการประชุม และการจัดประชุม บันทึกและเรียบเรียงรายงานการประชุม และรายงานอื่นๆ
๓. การจัดทำหนังสือราชการในการติดต่อกับหน่วยงานและบุคคลต่าง ๆ ทั้งภายในและภายนอกหน่วยงาน
๔. ติดตามการปฏิบัติตามมติของที่ประชุม หรือการปฏิบัติตามคำสั่งของผู้บริหารของหน่วยงาน
๕. ปฏิบัติงานอื่นตามที่ได้รับมอบหมาย

วิธีการเลือกสรร : – ความรู้ความสามารถ
๑. พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ. ๒๕๔๖ ๒. ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยพนักงานราชการ พ.ศ. ๒๕๔๗ ๓. พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. ๒๕๓๙ ๔. พระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. ๒๕๔๐ ๕. พระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. ๒๕๔๖ ๖. ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยงานสารบรรณ พ.ศ. ๒๕๒๖ และที่แก้ไขเพิ่มเติม ๗. ระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเบิกค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการ พ.ศ. ๒๕๕๐ ๘. ความรู้ทั่วไปในการศึกษา และวิเคราะห์สารสนเทศ ๙. การติดต่อประสานงาน ๑๐. การประชาสัมพันธ์ ๑๑. ความรู้เกี่ยวกับการสื่อสาร ๑๒. ความรู้เกี่ยวกับการจัดการประชุม
วิธีการประเมิน : สอบข้อเขียน

– ทักษะ

– สมรรถนะ
พิจารณาจากใบสมัครประวัติส่วนตัว บุคลิกลักษณะส่วนบุคคล ทั้งทางร่างกาย และจิตใจ และสัมภาษณ์เพื่อพิจารณา ความเหมาะสมในด้านต่างๆ ดังนี้ ๑. บุคลิกภาพ ท่วงทีวาจา และวุฒิภาวะทางอารมณ์ ๒. ทัศนคติ แรงจูงใจ ความประพฤติ และอุปนิสัย ๓. การปรับตัว และมนุษย์สัมพันธ์ มีจิตสำนึกในการให้บริการ ๔. ความรับผิดชอบ ขยันหมั่นเพียร สามารถอุทิศตน และเสียสละเวลา ให้กับทางราชการ ๕. ความซื่อสัตย์สุจริต และรักษาความลับของทางราชการ
วิธีการประเมิน : ประเมินความเหมาะสมกับตำแหน่ง (สัมภาษณ์)
เกณฑ์การประเมิน : ผู้ที่จะถือว่าเป็นผู้ที่ผ่านเกณฑ์การเลือกสรรจะต้องเป็นผู้ที่ได้คะแนนในการประเมิน ครั้งที่ ๑ และการประเมินครั้งที่ ๒ รวมกันไม่ต่ำกว่าร้อยละ ๖๐ ถ้าคะแนนเท่ากันให้พิจารณาผู้ที่ได้คะแนนจากการประเมินครั้งที่ ๑ มากกว่า เป็นผู้อยู่ในลำดับที่สูงกว่า และหากคะแนนเท่ากันอีกให้ผู้ที่ได้รับเลขประจำตัวสอบก่อน อยู่ในลำดับที่สูงกว่า


ชื่อตำแหน่ง : เจ้าหน้าที่ตรวจสอบภายใน
อัตราเงินเดือน : 18000 บาท
ประเภท : บริหารทั่วไป
จำนวนตำแหน่งว่าง : 1 ตำแหน่ง
ระดับการศึกษา : ปริญญาตรี
คุณสมบัติเฉพาะสำหรับตำแหน่ง : ได้รับวุฒิการศึกษาไม่ต่ำกว่าปริญญาตรีหรือคุณวุฒิอย่างอื่น
ที่เทียบได้ ในระดับเดียวกัน ในสาขาวิชาบัญชี สาขาวิชาบริหารธุรกิจ หรือสาขาวิชาเศรษฐศาสตร์
ลักษณะงานที่ปฏิบัติ : ๑. เป็นผู้ช่วยในการตรวจสอบเกี่ยวกับการเงิน การบัญชี และการพัสดุ การบริหาร การบริหารงบประมาณ การตรวจสอบ การดำเนินงานการบริหารงานด้านอื่นๆ
๒. เป็นผู้ช่วยติดตามผลการตรวจสอบ
ตามที่ได้รับรายงานผลการตรวจสอบ ตรวจสอบรายละเอียดเกี่ยวกับเอกสารต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง
๓. ติดต่อประสานงานกับบุคคลหรือหน่วยงาน
ที่เกี่ยวข้อง
๔. ปฏิบัติงานอื่นตามที่ได้รับมอบหมาย

วิธีการเลือกสรร : – ความรู้ความสามารถ
๑. พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการพ.ศ. ๒๕๔๖ ๒. ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยพนักงานราชการ พ.ศ. ๒๕๔๗ ๓. พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. ๒๕๓๙ ๔. พระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. ๒๕๔๐ ๕. พระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. ๒๕๔๖ ๖. ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยงานสารบรรณ พ.ศ. ๒๕๒๖ และที่แก้ไขเพิ่มเติม ๗. มาตรฐานการตรวจสอบภายในและจริยธรรมการปฏิบัติงานตรวจสอบภายในของส่วนราชการ พ.ศ. ๒๕๕๕ ๘. ระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการตรวจสอบภายในของส่วนราชการ พ.ศ. ๒๕๕๑ ๙. ความรู้ทางด้านการตรวจสอบภายใน เช่น การตรวจสอบการเงินการบัญชี การประเมินความเสี่ยง และการควบคุมภายใน ๑๐. ความรู้ทางด้านการเงินการคลังภาครัฐ เช่น งบประมาณ การเงิน บัญชี การพัสดุ ๑๑. การวิเคราะห์ประเด็น และการเรียบเรียงข้อมูลเกี่ยวกับการตรวจสอบภายใน
วิธีการประเมิน : สอบข้อเขียน

– ทักษะ

– สมรรถนะ
พิจารณาจากใบสมัครประวัติส่วนตัว บุคลิกลักษณะส่วนบุคคล ทั้งทางร่างกาย และจิตใจ และสัมภาษณ์เพื่อพิจารณา ความเหมาะสมในด้านต่างๆ ดังนี้ ๑. บุคลิกภาพ ท่วงทีวาจา และวุฒิภาวะทางอารมณ์ ๒. ทัศนคติ แรงจูงใจ ความประพฤติ และอุปนิสัย ๓. การปรับตัว และมนุษย์สัมพันธ์ มีจิตสำนึกในการให้บริการ ๔. ความรับผิดชอบ ขยันหมั่นเพียร สามารถอุทิศตน และเสียสละเวลา ให้กับทางราชการ ๕. ความซื่อสัตย์สุจริต และรักษาความลับของทางราชการ
วิธีการประเมิน : ประเมินความเหมาะสมกับตำแหน่ง (สัมภาษณ์)
เกณฑ์การประเมิน : ผู้ที่จะถือว่าเป็นผู้ที่ผ่านเกณฑ์การเลือกสรรจะต้องเป็นผู้ที่ได้คะแนนในการประเมิน ครั้งที่ ๑ และการประเมินครั้งที่ ๒ รวมกันไม่ต่ำกว่าร้อยละ ๖๐ ถ้าคะแนนเท่ากันให้พิจารณาผู้ที่ได้คะแนนจากการประเมินครั้งที่ ๑ มากกว่า เป็นผู้อยู่ในลำดับที่สูงกว่า และหากคะแนนเท่ากันอีกให้ผู้ที่ได้รับเลขประจำตัวสอบก่อน อยู่ในลำดับที่สูงกว่า


ชื่อตำแหน่ง : นักประชาสัมพันธ์
อัตราเงินเดือน : 18000 บาท
ประเภท : บริหารทั่วไป
จำนวนตำแหน่งว่าง : 1 ตำแหน่ง
ระดับการศึกษา : ปริญญาตรี
คุณสมบัติเฉพาะสำหรับตำแหน่ง : ได้รับวุฒิการศึกษาไม่ต่ำกว่าปริญญาตรีหรือคุณวุฒิอย่างอื่น
ที่เทียบได้ ในระดับเดียวกัน
ทางสื่อสารมวลชน นิเทศศาสตร์
หรืออักษรศาสตร์
ลักษณะงานที่ปฏิบัติ : ๑. จัดทำ วิเคราะห์ ตรวจสอบ สรุปประเด็นข่าว
การศึกษาหนังสือพิมพ์รายวัน เสนอผู้บริหาร
๒. ร่วมดำเนินการผลิตสื่อโทรทัศน์วิทยุกระจายเสียง และสิ่งพิมพ์ เพื่อการประชาสัมพันธ์
๓. ติดต่อประสานงานกับบุคคล และหน่วยงาน
ที่เกี่ยวข้อง
๔. ให้บริการข้อมูลการประชาสัมพันธ์และเผยแพร่
๕.ปฏิบัติงานร่วมหรือสนับสนุนงานอื่นๆ
ตามที่ได้รับมอบหมาย

วิธีการเลือกสรร : – ความรู้ความสามารถ
๑. พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการพ.ศ. ๒๕๔๖ ๒. ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยพนักงานราชการ พ.ศ. ๒๕๔๗ ๓. พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. ๒๕๓๙ ๔. พระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. ๒๕๔๐ ๕. พระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. ๒๕๔๖ ๖. ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยงานสารบรรณ พ.ศ. ๒๕๒๖ และที่แก้ไขเพิ่มเติม ๗. ความรู้เกี่ยวกับงานด้านสื่อสารมวลชน ๘. หลักการสื่อสารและการประชาสัมพันธ์เบื้องต้น ๙. การวิเคราะห์ประเด็นและเรียบเรียงข้อมูลเพื่อการประชาสัมพันธ์ ๑๐. การติดต่อประสานงาน ๑๑ การประชาสัมพันธ์
วิธีการประเมิน : สอบข้อเขียน

– ทักษะ

– สมรรถนะ
พิจารณาจากใบสมัครประวัติส่วนตัว บุคลิกลักษณะส่วนบุคคล ทั้งทางร่างกาย และจิตใจ และสัมภาษณ์เพื่อพิจารณา ความเหมาะสมในด้านต่างๆ ดังนี้ ๑. บุคลิกภาพ ท่วงทีวาจา และวุฒิภาวะทางอารมณ์ ๒. ทัศนคติ แรงจูงใจ ความประพฤติ และอุปนิสัย ๓. การปรับตัว และมนุษย์สัมพันธ์ มีจิตสำนึกในการให้บริการ ๔. ความรับผิดชอบ ขยันหมั่นเพียร สามารถอุทิศตน และเสียสละเวลา ให้กับทางราชการ ๕. ความซื่อสัตย์สุจริต และรักษาความลับของทางราชการ
วิธีการประเมิน : ประเมินความเหมาะสมกับตำแหน่ง (สัมภาษณ์)
เกณฑ์การประเมิน : ผู้ที่จะถือว่าเป็นผู้ที่ผ่านเกณฑ์การเลือกสรรจะต้องเป็นผู้ที่ได้คะแนนในการประเมิน ครั้งที่ ๑ และการประเมินครั้งที่ ๒ รวมกันไม่ต่ำกว่าร้อยละ ๖๐ ถ้าคะแนนเท่ากันให้พิจารณาผู้ที่ได้คะแนนจากการประเมินครั้งที่ ๑ มากกว่า เป็นผู้อยู่ในลำดับที่สูงกว่า และหากคะแนนเท่ากันอีกให้ผู้ที่ได้รับเลขประจำตัวสอบก่อน อยู่ในลำดับที่สูงกว่า

ตำแหน่ง: นักจัดการงานทั่วไป,เจ้าหน้าที่ตรวจสอบภายใน,นักประชาสัมพันธ์
ระดับการศึกษา: ปริญญาตรี  
อัตราเงินเดือน: 18,000-
อัตราว่าง: 3
ปฏิบัติงานที่: กรุงเทพ
การสอบภาคความรู้ความสามารถทั่วไป (ภาค ก.) ของ ก.พ.: **ไม่ต้องผ่านภาค ก. ก.พ.**

วิธีการสมัครงานพนักงานราชการ กระทรวงศึกษาธิการ :ตนเอง  
ประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิ์สอบ:
สอบวันที่:
ประกาศผลสอบ:

ดาวน์โหลดข้อมูลที่เกี่ยวกับเรื่อง กระทรวงศึกษาธิการ คลิกที่ลิงค์ด้านล่าง
ประกาศ |

“กระทรวงศึกษาธิการ -5 ก.พ. 2559 |ทุนรัฐบาลญี่ปุ่นสำหรับครูประจำการ ประจำปี 2559

กระทรวงศึกษาธิการ เปิดรับสมัครสอบ

ทุนรัฐบาลญี่ปุ่นสำหรับครูประจำการ ประจำปี 2559
(Japanese Government (Monbukagakusho : MEXT) Scholarship for 2016)
**************

กระทรวง ศึกษาธิการวัฒนธรรม กีฬา วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีญี่ปุ่น (MEXT) ได้ประกาศมอบทุนฝึกอบรมสำหรับครูประจำการ (Teacher Training Students) ประจำปี 2559 เพื่อศึกษาวิจัยเกี่ยวกับการศึกษาในโรงเรียน ณ มหาวิทยาลัยในประเทศญี่ปุ่น ระยะเวลา 1 ปี 6 เดือน (เริ่มโครงการตั้งแต่เดือนตุลาคม 2559) โดยมีรายละเอียดดังนี้
คุณสมบัติของผู้สมัคร
1. มีสัญชาติไทย
2. อายุไม่เกิน 35 ปี (เกิดตั้งแต่วันที่ 2 เมษายน 2524 เป็นต้นไป)
3. สำเร็จการศึกษาตั้งแต่ระดับปริญญาตรี และเป็นครูสอนในโรงเรียนประถมศึกษาหรือมัธยมศึกษา หรือเป็นครูสอนในสถาบันฝึกอบรมครู อย่างน้อย 5 ปี (นับถึงวันที่ 1 เมษายน 2559)
4. มีความต้องการเรียนภาษาญี่ปุ่น มีความสนใจในประเทศญี่ปุ่น และดำเนินการวิจัยเป็นภาษาญี่ปุ่นได้ ตลอดจนสามารถปรับตัวในการใช้ชีวิตอยู่ในญี่ปุ่นได้
5. มีสุขภาพแข็งแรงทั้งร่างกายและจิตใจ
6. ผู้ได้รับทุนจะต้องเดินทางไปถึงประเทศญี่ปุ่นก่อนเริ่มภาคการศึกษา 2 สัปดาห์ ตามวันที่มหาวิทยาลัยกำหนด (ปกติประมาณเดือนตุลาคมของทุกปี) หากผู้รับทุนเดินทางไปถึงก่อนระยะเวลาที่กำหนด ผู้รับทุนจะต้องรับผิดชอบค่าบัตรโดยสารเครื่องบินเอง และหากผู้รับทุนไม่สามารถเดินทางได้ในช่วงเวลาที่กำหนด ผู้รับทุนจะต้องสละสิทธิ์การรับทุน
7. ต้องได้รับวีซ่าประเภท “College Student” ก่อนเดินทางไปเข้าร่วมโครงการ
8. ต้องเดินทางกลับประเทศทันทีหลังสิ้นสุดการรับทุน และจะต้องนำผลการวิจัยมาประยุกต์ใช้ในการสอนในโรงเรียนของตนได้
9. บุคคลดังต่อไปนี้ ไม่สามารถสมัครขอรับทุนได้ ได้แก่
     9.1 เป็นบุคลากรทางการทหาร
     9.2 ผู้ที่เคยได้รับทุนรัฐบาลญี่ปุ่น (Monbukagakusho Scholarship) มาก่อน
     9.3 ผู้ที่กำลังศึกษาอยู่ หรือมีกำหนดจะเข้าศึกษา ณ ประเทศญี่ปุ่น
     9.4 ผู้ที่ได้รับทุนอื่นๆ
10. ผู้สมัครสามารถดาวน์โหลดคู่มือหลักสูตรได้ที่http://www.mext.go.jp/a_menu/koutou/ryugaku/boshu/1354263.htm

**หมายเหตุ**  กรุณาศึกษาข้อมูลโดยละเอียดได้จากคู่มือการสมัครฉบับภาษาอังกฤษ

ขั้นตอนในการสมัครและการคัดเลือก
1. ผู้สนใจสามารถดาวโหลดใบสมัครและรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซด์ www.bic.moe.go.th หรือสอบถามรายละเอียดที่หมายเลข 02 628 5646 ต่อ 113 หรือ 02 696 3004, 02 207 8504
2. ส่งใบสมัครที่สมบูรณ์ไปยังสำนักความสัมพันธ์ต่างประเทศ สป. กระทรวงศึกษาธิการ ถ.ราชดำเนินนอก เขตดุสิต กทม. 10300 ภายในวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2559
3. กระทรวงศึกษาธิการจะจัดส่งใบสมัครไปยังสถานทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2559
4. สอบข้อเขียนวิชาภาษาอังกฤษและภาษาญี่ปุ่น วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 09.00 – 12.00 น. ณ เจแปนฟาวน์เดชั่น กรุงเทพฯ
5. ประกาศผลสอบข้อเขียน วันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 16.00 น. ทางเว็บไซด์ www.th.emb-japan.go.jp และ www.bic.moe.go.th
6. สอบสัมภาษณ์ วันที่ 4 มีนาคม 2559 เวลา 13.30 – 17.00 น. ณ สำนักข่าวสารญี่ปุ่น สถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย
7. ประกาศผลการสอบสัมภาษณ์ วันที่ 10 มีนาคม 2559 เวลา 16.00 น. ทางเว็บไซด์www.th.emb-japan.go.jp และwww.bic.moe.go.th
8. ประชุมชี้แจงผู้ที่ผ่านการคัดเลือก วันที่ 14 มีนาคม 2559 เวลา 14.00 น. ณ สำนักข่าวสารญี่ปุ่น (Multi Purpose Hall) สถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย
9. จัดส่งใบสมัครฉบับสมบูรณ์ให้สถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นฯ วันที่ 23 มีนาคม 2559 เวลา 09.30 – 12.00 น. ณ สำนักข่าวสารญี่ปุ่น (Multi Purpose Hall) สถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย

หลักฐานการสมัคร
1. ใบสมัคร (ฉบับจริง) พร้อมติดรูปถ่าย
2. ใบประมวลผลการศึกษา (transcript) ระดับปริญญาตรี และปริญญาโท (ถ้ามี) ภาษาอังกฤษ (ฉบับจริง)
3. สำเนาใบปริญญาบัตรระดับปริญญาตรี และและปริญญาโท (ถ้ามี)
4. คำแปลปริญญาบัตร (ข้อ 3) เป็นภาษาอังกฤษ ออกโดยมหาวิทยาลัยที่จบการศึกษา (ฉบับจริง)
5. ใบรับรองการทำงานเป็นภาษาอังกฤษ ออกโดยสถานที่ทำงานปัจจุบัน (ฉบับจริง)
6. Admission Form พร้อมติดรูปถ่าย

หมายเหตุ : 1. กรอกหรือพิมพ์ใบสมัครให้เรียบร้อยครบถ้วนและจัดส่งเอกสารการสมัครฉบับจริง จำนวน 1 ฉบับ พร้อมด้วยฉบับสำเนาจำนวน 2 ฉบับ ไปที่ สำนักความสัมพันธ์ต่างประเทศ สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการอาคาร สพฐ. 5 ชั้น 1 กระทรวงศึกษาธิการ ถนนราชดำเนินนอก เขตดุสิต กทม. 10300 (วงเล็บมุมซองว่า “สมัครทุนรัฐบาลญี่ปุ่นสำหรับครูประจำการ 2559”)
                2. สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่หมายเลข โทร. 02 6285 646 ต่อ 113, 02 696 3004 หรือ 02 207 8504

รายละเอียด / ใบสมัคร

T2016 Admission Form

T2016 Application Form

T2016 Guideline

ตำแหน่ง: ทุนรัฐบาลญี่ปุ่นสำหรับครูประจำการ ประจำปี 2559
ระดับการศึกษา:
อัตราเงินเดือน:
อัตราว่าง:
ปฏิบัติงานที่: กรุงเทพ
การสอบภาคความรู้ความสามารถทั่วไป (ภาค ก.) ของ ก.พ.: **ไม่ต้องผ่านภาค ก. ก.พ.**

วิธีการสมัครงาน  กระทรวงศึกษาธิการ :ตนเอง  
ประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิ์สอบ:
สอบวันที่:
ประกาศผลสอบ:

ดาวน์โหลดข้อมูลที่เกี่ยวกับเรื่อง กระทรวงศึกษาธิการ คลิกที่ลิงค์ด้านล่าง
ประกาศ |

“กระทรวงศึกษาธิการ – |3 สาขาที่ไม่ใช่ ค.บ. เรียน ป.บัณฑิต สอบครูผู้ช่วยได้

กระทรวงศึกษาธิการ เปิดรับสมัครสอบ

ข่าวสำนักงานรัฐมนตรี 136/2559
ประชุมชี้แจง ผอ.สพท.การบริหารราชการของกระทรวงศึกษาธิการในภูมิภาค


โรงแรมตรัง – พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วย พ.อ.ณัฐพงษ์ เพราแก้ว เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ, นายการุณ สกุลประดิษฐ์ เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน และนายพินิจศักดิ์ สุวรรณรังค์ เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ร่วมประชุมชี้แจงผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา/มัธยมศึกษา 225 เขตพื้นที่การศึกษา เกี่ยวกับแนวทางการขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาและการบริหารราชการของกระทรวงศึกษาธิการในภูมิภาค ตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 10/2559 และ 11/2559 ลงวันที่ 21 มีนาคม 2559 ภายหลังเสร็จสิ้นการแถลงข่าวในเรื่องดังกล่าว เมื่อวันอังคารที่ 22 มีนาคม 2559

 

รมว.ศึกษาธิการ ได้กล่าวย้ำว่า คำสั่งทั้ง 2 คำสั่งที่ออกมา ไม่ได้เป็นการยุบสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา เพราะได้กระจายการจัดการศึกษาไปยังพื้นที่ทุกจังหวัดทุกภูมิภาคของประเทศ ดังนั้นทุกคนจะต้องช่วยกันทำงานร่วมกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) เขต 1 ของทุกจังหวัดที่ได้รับมอบหมายหน้าที่เพิ่มเติมในตำแหน่งศึกษาธิการจังหวัดและเลขานุการของคณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด (กศจ.) ด้วย จึงต้องมีความมุ่งมั่นตั้งใจเพิ่มขึ้น และจะต้องเร่งสื่อสารให้ครูและบุคลากรในพื้นที่ตนเองมีความรู้ความเข้าใจในเรื่องนี้โดยเร็วที่สุด รวมทั้งสื่อสารกับผู้ว่าราชการจังหวัดอย่างต่อเนื่องด้วย

ทั้งนี้ ถือเป็นเรื่องที่มีความท้าทายเป็นอย่างมาก เพราะมีเงื่อนไขเวลาในการดำเนินงานตาม Roadmap การปฏิรูปอีกเพียง 1 ปีครึ่งเป็นตัวกำหนด ประกอบกับการขับเคลื่อนนโยบายต่างๆ ของกระทรวงศึกษาธิการจะประสบผลสำเร็จหรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับทัศนคติของผู้บริหารที่จะส่งผลต่อการปฏิบัติงานในแต่ละพื้นที่ หากทุกคนมองว่าเรื่องนี้มีความท้าทาย ก็จะต้องเดินหน้าสู้กับงานที่จะต้องขับเคลื่อนไปพร้อมๆ กันให้ได้

พ.อ.ณัฐพงษ์ เพราแก้ว เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้ชี้แจงสรุปถึงความจำเป็นในการปฏิรูปการศึกษาและการบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการในภูมิภาค ตามคำสั่งดังกล่าวใน 5 ประเด็น ได้แก่ เหตุผลความจำเป็น, การใช้อำนาจของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการในการแต่งตั้งคณะกรรมการ, การใช้อำนาจของคณะกรรมการขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการในภูมิภาค, แผนการดำเนินงาน และการขับเคลื่อนภารกิจเร่งด่วนตามประเด็นปฏิรูปการศึกษา

 

ในส่วนของการขับเคลื่อนภารกิจเร่งด่วนตามประเด็นปฏิรูปนั้น ได้กล่าวย้ำถึงโครงการสำคัญที่จะต้องเร่งดำเนินการให้เกิดผลเป็นรูปธรรม มีสาระสำคัญสรุปดังนี้

1) ลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้  ทั้งในส่วนที่ดำเนินการแล้ว จะต้องมีการทบทวนว่าที่ผ่านมาดำเนินการกิจกรรมส่งเสริมผู้เรียนครบทั้ง 4H อย่างสมดุลหรือไม่ ต้องเพิ่มกิจกรรมใดบ้างในปีต่อไป พร้อมทั้งจะต้องจัดเตรียมโรงเรียนที่จะต้องขยายโครงการเพิ่มเติมด้วย

2) การคืนครูสู่ห้องเรียน  หมายถึงการดำเนินการให้มีครูครบชั้น ครูตรงสาขา จำนวนนักเรียนต่อห้อง ให้มีความเหมาะสม ซึ่งรวมไปถึงการดำเนินการในโรงเรียนขนาดเล็กด้วย โดยกระทรวงศึกษาธิการเตรียมที่จะดำเนินโครงการคืนครูผู้ทรงคุณค่าแห่งแผ่นดิน เพื่อเป็นตัวช่วยในการบริหารจัดการในเรื่องนี้ ซึ่งผลที่ออกมาอาจจะเห็นผลช้าหรือเร็วก็แล้วบริบทของแต่ละพื้นที่ แต่ก็จะมีทิศทางและแนวทางการทำงานที่มีความชัดเจนมากขึ้น

3) การผลิตและพัฒนาครู  กระทรวงศึกษาธิการดำเนินโครงการผลิตครูเพื่อพัฒนาท้องถิ่นรองรับในเรื่องนี้ไว้แล้ว จำนวน 4,000 คนต่อปี เพื่อให้ทุนเรียนครูและบรรจุในภูมิลำเนาของตนเอง โดยสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) จะทำงานร่วมกันในเรื่องนี้ และขณะนี้อยู่ระหว่างเตรียมเสนอเรื่องให้คณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบในสัปดาห์หน้า นอกจากนี้สำนักงานเลขาธิการคุรุสภายังได้อนุมัติให้ผู้เรียนจบปริญญาตรีใน 3 สาขาขาดแคลน คือสาขาวิทยาศาสตร์ สาขาคณิตศาสตร์ และสาขาเทคโนโลยีสารสนเทศ สามารถเรียนครูหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพครู (ป.บัณฑิต) เพื่อมาเป็นครูได้

4) การจัดการเรียนการสอนสะเต็มในสถานศึกษา  ขณะนี้ รมว.ศึกษาธิการได้ลงนามในคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการนโยบายการจัดการเรียนการสอนสะเต็มศึกษาในสถานศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ ประกอบด้วย 3 คณะ เพื่อทำหน้าที่กำหนดคำนิยามความหมายของสะเต็มศึกษาที่ตรงกัน มีการจัดระดับการเรียนการสอนสะเต็มในโรงเรียนที่ดำเนินการอยู่แล้ว มีแผนดำเนินงานในแต่ละระยะที่มีเป้าหมายและการประเมินผลที่ชัดเจน เพื่อให้การขับเคลื่อนในสถานศึกษามีความเป็นเอกภาพมากขึ้น ทั้งนี้ สพฐ.จะจัด Smart Trainer เข้าไปช่วยดำเนินการในแต่ละพื้นที่ด้วย

5) การยกระดับความรู้ภาษาอังกฤษ  ขอให้ผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษาช่วยขยายผลโครงการและการดำเนินงานต่างๆ ด้วย เช่น การฝึกภาษาอังกฤษจากแอพพลิเคชั่น Echo English, การจัดเตรียมแผนรองรับการขยายผลของครูแกนนำ (แม่ไก่) ด้านการจัดการเรียนการสอนภาษาอังกฤษ หลักสูตร Boot Camp ด้วยรูปแบบของค่ายพัฒนาครูผู้สอนวิชาภาษาอังกฤษ จำนวน 350 คน ที่จะลงไปช่วยถ่ายทอดเนื้อหาจากการอบรมและเทคนิคการสอนภาษาอังกฤษให้ครูในเขตพื้นที่ต่างๆ รวมทั้งจัดหาครูที่จะเข้าร่วมการอบรมหลักสูตร Boot Camp ในรุ่นต่อไปด้วย

6) การอ่านออกเขียนได้  แม้ว่าตอนนี้นักเรียนชั้น ป.1 ที่อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้จะลดลงแล้ว แต่ต้องการให้ผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษาขยายเป้าหมายการดำเนินโครงการไปถึงนักเรียนช่วงชั้นที่ 1 ด้วย หมายความว่าต้องการให้ตั้งเป้าหมายใหม่ โดยให้นักเรียนที่ขึ้นไปเรียนชั้น ป.4 ทุกคนจะต้องอ่านออกเขียนได้ หากจะต้องเพิ่มเติมอัตราครูภาษาไทยก็จะต้องดำเนินการต่อไป นอกจากนี้จะต้องมีการพัฒนาในเรื่องของการอ่านเพิ่มเติม ที่มิใช่อ่านออกเขียนได้เท่านั้น แต่นักเรียนจะต้องอ่านเข้าใจด้วย เรื่องเหล่านี้เป็นสิ่งที่ทุกคนจะต้องตั้งรับให้ดี

7) ทวิภาคี ทวิศึกษา

8) อาชีวศึกษาเป็นเลิศ  กล่าวรวมในสองประเด็นข้างต้น เพื่อต้องการให้ช่วยเพิ่มสัดส่วนผู้เรียนอาชีวศึกษาในแต่ละจังหวัด เพราะประเทศกำลังต้องการกำลังคนด้านอาชีวะจำนวนมาก ดังนั้น ขอฝาก ผอ.สพป.ในฐานะศึกษาธิการจังหวัด ช่วยส่งเสริมสนับสนุนให้เด็กเลือกเรียนอาชีวะเพิ่มขึ้น ในขณะเดียวกันก็ต้องมีความสมดุลของผู้เรียนระหว่างสถานศึกษาของอาชีวะและโรงเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายของรัฐ ที่จะไม่ทำให้เกิดการแย่งผู้เรียนกัน รวมทั้งจะต้องศึกษาข้อมูลรายละเอียดของโครงการอาชีวศึกษาเป็นเลิศให้มีความรู้ความเข้าใจว่ามีความเกี่ยวข้องในส่วนใด อย่างไร

9) มหาวิทยาลัยอุดมศึกษาพี่เลี้ยง  เรื่องนี้มีความสำคัญมาก เพราะที่ผ่านมามีนโยบายจากส่วนกลางไปแล้ว แต่พบว่ามีการดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรมในบางจังหวัดเท่านั้น เช่น ขอนแก่น เชียงราย จึงขอให้ ผอ.สพป. ได้หารือในเรื่องนี้กับผู้แทนของอุดมศึกษาที่อยู่ใน กศจ.ด้วย โดยในส่วนของกระทรวงศึกษาธิการก็จะหารือกับ สกอ. เพื่อหาแนวทางในการดำเนินงานของที่จะไม่เป็นการข้ามเส้นหรือก้าวก่ายหน้าที่กัน

10) โครงการประชารัฐ  ขอให้ ผอ.สพป.ติดตามการดำเนินงานของคณะทำงานประชารัฐในด้านการศึกษาพื้นฐานและพัฒนาผู้นำ ซึ่งมีความเกี่ยวข้องโดยตรงด้วย

11) การเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารในสถานศึกษา  ซึ่งมีเสียงสะท้อนจากภาครัฐและภาคเอกชนถึงจุดหักเหในเรื่องของคุณภาพการศึกษาว่าอยู่ที่ผู้อำนวยการโรงเรียน จึงมีแนวคิดที่จะดำเนินการเพื่อพัฒนาการบริหารจัดการในสถานศึกษาให้ดีขึ้นหลายส่วน อาทิ มอบให้สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (สำนักงาน ก.ค.ศ.) จัดทำแนวทางการเข้าสู่ตำแหน่งของผู้อำนวยการสถานศึกษา, การนำผลการทดสอบ O-Net  มาใช้พัฒนาปรับปรุงการเรียนการสอนในสถานศึกษาต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการชี้ให้เห็นวิชาที่เป็นจุดอ่อนในแต่ละโรงเรียน, เด็กชั้นใดอ่อนวิชาอะไร, ผลการจัดการเรียนการสอนของครูแต่ละคน เป็นต้น

 

 

 

ตำแหน่ง: 3 สาขาที่ไม่ใช่ ค.บ. เรียน ป.บัณฑิต สอบครูผู้ช่วยได้
ระดับการศึกษา:
อัตราเงินเดือน:
อัตราว่าง:
ปฏิบัติงานที่:
การสอบภาคความรู้ความสามารถทั่วไป (ภาค ก.) ของ ก.พ.: **ไม่ต้องผ่านภาค ก. ก.พ.**

วิธีการสมัครงาน  กระทรวงศึกษาธิการ :ตนเอง  
ประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิ์สอบ:
สอบวันที่:
ประกาศผลสอบ:

Venue

กระทรวงศึกษาธิการ
กระทรวงศึกษาธิการ กรุงเทพ Thailand + Google Map